พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์
ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล ในขณะที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาธรรม
ท่ามกลางพุทธบริษัทสี่จำนวนมากอยู่นั้น พระองค์ทรงตรัสว่า “วันนี้พวกเราโชคดี
ที่ได้มีพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ (พระแม่กวนอิม) เสด็จมาร่วมฟังธรรมด้วย”
เมื่อนั้นพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ก็ทรงเปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทั้งทศทิศ
สมณสงฆ์พร้อมสาธุชนซึ่งมาร่วมฟัง พระธรรมเทศนาแห่งพระบรมศาสดา
จึงเห็นพระรัศมีแห่งพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ เสมือนพระองค์มีพันกร
พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ทรงเปล่งวาจา ขอให้พระพุทธศาสนายั่งยืนเป็น
หมื่นปี โดยพระองค์จะสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ถวายเป็น
พุทธบูชาธรรมบูชา แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุดังกล่าวประกอบกับปณิธานของ พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่
เสกกวงเซง ที่ต้องการเทิดทูน สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ
ต้องการสนองเบื้องพระยุคลบาทในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพระมหาเมตตา พระบารมีมากล้นรำพัน ท่านจึง
มีดำริสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์บนที่ดิน ฝั่งตรงข้าม
พระตำหนักพระแม่กวนอิม โชคชัย 4 ในปี พ.ศ. 2529 เพื่อเป็นศาสนสถาน
อันศักดิ์สิทธิ์ถวายแด่พระพุทธองค์บนผืนแผ่นดินไทย ให้ทั่วโลกเดินทาง
มากราบไว้
ถึงแม้ว่าพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่เมี่ยวซ่านจะให้ท่านสร้างพระมหาเจดีย์
พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ที่เมืองจีนก็ตาม พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่
เสกกวงเซงเคยกล่าวไว้ว่า คนจีนหลายต่อหลายคน บอกว่า...............ท่านคือคนจีน
คือลูกหลานจีน ท่านไม่อาจปฏิเสธได้ว่าท่านมี เชื้อสายจีน แต่หากว่าท่านเกิด
เมืองไทย ท่านคือคนไทย ท่านโชคดีเหลือเกินที่ ท่านเกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย
ที่ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา
ฉะนั้นพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ ต้องเกิดขึ้นที่นี่ ชีวิตนี้ท่านดีใจ
ที่ได้เกิดมารับใช้พระพุทธศาสนา ได้มาสร้างประโยชน์ให้แก่พระศาสนา ซึ่งได้สร้าง
ความภาคภูมิใจกว่าการมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ชีวิตนี้ท่านขออุทิศให้แก่
พระพุทธศาสนาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้กราบไหว้บูชา
สำหรับการก่อสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ ได้มีการวางศิลาฤกษ์
ในวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2531 หลังจากที่ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แล้ว
การก่อสร้างได้ดำเนินไปตามขั้นตอน โดยมีพระเดชพระคุณพระอาจารย์เสริมศักดิ์
อธิปัญโญ ได้กรุณามาช่วยดูแลการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด อีกทั้งนักบวชมหายานทุกรูป
นำโดยพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่เสกกวงเซง และคณะกรรมการมูลนิธิศิษย์
พระแม่กวนอิม รวมถึงสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาอีกหลายท่านร่วมกันลงมือ ลงแรง ร่วมใจ
กันก่อสร้างพระมหาเจดีย์แห่งนี้ จนถึงขั้นตอนของการขุดหน้าดิน เพื่อที่จะทำฐานรากและชั้นใต้ดินของ
องค์พระมหาเจดีย์ฯ
ได้มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นคือ การขุดดินจากผิวดิน
ลึกลงไปถึง 8 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เมตร แต่ไม่มีน้ำซึม
ออกมาจากใต้ดินเลยแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกันภายนอกบริเวณพระมหาเจดีย์ฯ ได้มีการขุดคลอง ลึกลงไปเพียง 2 เมตร
แต่กลับมีน้ำไหลออกมาจากชั้นใต้ดินเป็นจำนวนมาก และความอัศจรรย์ในครั้งนั้น จึงทำให้การก่อสร้างพระมหาเจดีย์ฯ ได้รับความสะดวกอย่างมาก เพราะไม่ต้องคอยสูบน้ำ ไม่ต้องใช้เครื่องมือกันดินไหล ทำให้ประหยัดเงินในการก่อสร้างได้อย่างมากตามปกติในการก่อสร้างอาคารสูงจะต้องใช้ทาวเวอร์เครนเพื่อลำเลียงสิ่งของวัสดุต่าง ๆ ในการก่อสร้าง แต่การก่อสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์นี้ใช้ลิฟท์ต่อขึ้นไป ทีละชั้นสำหรับลำเลียงวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ยิ่งพระมหาเจดีย์ฯ สร้างสูงขึ้นเท่าไหร่ก็ต้องต่อลิฟท์สูงขึ้นเท่านั้น นับได้ว่าเป็นการ รวมพลังของกลุ่มคนอันใช้แรงกายแรงใจ ในการขนอิฐ ขนปูน ขนทราย กว่าจะได้ทีละชั้นต้องอดทนและใช้ความพยายามอย่างมาก
เป็นคติธรรมหนึ่งที่พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ ใช้สอนลูกหลานและลูกศิษย์ทั้งหลายว่า ตราบใดที่เรา มีความศรัทธา ความมุ่งมั่น และความสามัคคี เราจะสามารถเอาชนะทุกอุปสรรคที่กางกั้นและประสพความสำเร็จได้ในที่สุด ในทางกลับกันหากเราไม่มีความศรัทธา ความมุ่งมั่น ความสามัคคี ถึงแม้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะให้พรเราสักเพียงใด หนทางสู่ความสำเร็จนั้น มันก็ช่างดูเลือนราง
จากเขตที่รกชัฏกลายเป็นที่ที่ราบเรียบ
จากฝุ่นผงปูนทรายกลายเป็นซีเมนต์ที่แข็งแกร่ง
จากอิฐแต่ละก้อนกลายเป็นกำแพงที่มั่นคงมหึมา
จากหลายร้อยดวงใจกลายเป็นพระมหาเจดีย์ฯ อันศักดิ์สิทธิ์
ในที่สุด การก่อสร้างพระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ก็เสร็จสมบูรณ์
งดงาม จากผืนดินว่างเปล่ากลายมาเป็นพระมหาเจดีย์ฯ อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่
ประดิษฐานพระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์ และพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์
(อวโลกิเตศวร) พันกรพันเนตร สูง 8.30 เมตร แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอมจาก
ประเทศจีนปิดด้วยทองคำแท้ มีพระพักตร์ 20 พระพักตร์ จำนวน 4 องค์ นอกจาก
นี้ โดยรอบพระมหาเจดีย์ฯ ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และเทวรูปพระโพธิสัตว์
เทพ เซียนต่าง ๆ แกะสลักจากหินหยกขาวจากประเทศจีนมากกว่า 300 องค์
พระมหาเจดีย์ฯ แห่งนี้ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธบริษัท และมหาชนจากทั่วทุก
สารทิศที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาในองค์พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์
(อวโลกิเตศวร)
กล่าวได้ว่าอิฐทุกก้อน ส่วนประกอบทุกส่วนล้วนหล่อหลอมมาจากความมุ่งมั่น
อันแรงกล้าของพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ เสกกวงเซง พร้อมด้วย
นักบวชทุกรูป และบรรดาศิษยานุศิษย์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ได้ตั้งใจสร้างถวายไว้เป็นพุทธบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นสมบัติ
อันประเสริฐในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยัง
เป็นสถานที่บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อสังคมนานับประการอีกด้วย
พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าหนึ่งหมื่นพระองค์แห่งนี้ได้ทำการฉลองเปิด
องค์พระมหาเจดีย์ไปเมื่อวันที่ 4 – 15 ธันวาคม พ.ศ. 2543 และจะทำการ
สมโภชพระมหาเจดีย์ ในวันที่ 9 – 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ในช่วงเวลา
ทั้งสิ้น 21 วันนี้จะมีการเจริญพระพุทธมนต์ และบำเพ็ญกุศลถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ทุกวัน วันละ 1,000 รูป (รวม 21,000 รูป) และเปิดพระมหาเจดีย์ฯ ทั้ง 21 ชั้นรวมทั้งชั้นใต้ดิน ให้สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเข้าชม
อนึ่ง ในพิธีสมโภชพระมหาเจดีย์ฯ ในครั้งนี้ คณะกรรมการผู้จัดงาน ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก
ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีสมโภชพระมหาเจดีย์
ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:00 น.
ซึ่งนำความปราบปลื้มมาสู่ คณะกรรมการผู้จัดงาน คณะศิษย์พระแม่กวนอิมตลอดจน
ประชาชนบริเวณใกล้เคียงเป็นล้นพ้น
*คัดข้อมูลมาจากเว็ปของพระตำหนักพระแม่กวนอิมโชคชัยสี่
วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ไหว้พระ ๙ วัด เพื่อความเป็นสิริมงคล
1. ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร
(เวลาเปิด-ปิด 05.30 - 19.30 น.)
คติ " ตัดเคราะห์ ต่อชะตา"
กิจกรรม สักการะหลักเมือง ไหว้พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเทพไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง ประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ ตามธรรมเนียมเพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้หลักเมือง ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี "
สถานที่ตั้ง อยู่บริเวณหัวมุมสวนหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง ถนนหลักเมือง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
2. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.30 - 16.00 น.)
คติ "แก้วแหวนเงินทองไหลมา"
กิจกรรม ไหว้พระแก้วมรกต พระพุทธรูปสำคัญในภูมิภาคเอเชีย เป็นศูนย์กลางความศรัทธาไทย - ลาว เพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้พระแก้วมรกต แก้วแหวน เงินทองไหลมาเทมาตลอดปี "
สถานที่ตั้ง อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "ร่มเย็นเป็นสุข"
กิจกรรม นมัสการพระพุทธไสยาสน์อันศักดิ์สิทธิ์ (ที่ฝ่าพระบาททั้งสองข้างประดับมุก ลวดลายภาพมงคล108 ประการ) เพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้พระนอนวัดโพธิ์ อยู่ดีกินดีตลอดปี "
สถานที่ตั้ง หลังพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
4. ศาลเจ้าพ่อเสือ
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "มีอำนาจบารมี"
กิจกรรม ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ "ศาลเจ้าเก่าแก่ของลัทธิเต๋า" หนึ่งในสามมหาสถานของพระนครที่ชาวจีนต้องสักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล " เสริมอำนาจบารมี "
สถานที่ตั้ง ถนนตะนาว แขวงเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร
5. วัดสุทัศนเทพวราราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "มีวิสัยทัศน์ที่ดี"
กิจกรรม ไหว้พระองค์ประธาน (พระศรีศากยมุณี) ที่เก่าแก่ ซึ่งอดีตเคยประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวงวัด
ของกรุงสุโขทัย เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดสุทัศนฯ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป" สถานที่ตั้ง บริเวณเสาชิงช้า ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
6. วัดชนะสงคราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"
กิจกรรม ไหว้พระประธานในโบสถ์และรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ผู้นับถือ ความซื่อสัตย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดชนะสงคราม อุปสรรคร้ายพ่ายแพ้"
สถานที่ตั้ง ถนนจักรพงษ์ แขวงบางลำพู เขตพระนคร
7. วัดระฆังโฆษิตาราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "มีคนนิยมชมชื่น"
กิจกรรม สักการะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และพระประธานที่วัดระฆัง อ่านคาถาชินบัญชร เพื่อ ความ เป็นสิริมงคล " ไหว้พระวัดระฆัง มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดปี "
สถานที่ตั้ง ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย
8. วัดอรุณราชวราราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"
กิจกรรม ไหว้พระปรางค์วัดอรุณฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดอรุณ ชีวิตโรจน์รุ่ง ทุกวันคืน"
สถานที่ตั้ง ข้างกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่
9. วัดกัลยาณมิตร
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "เดินทางปลอดภัย"
กิจกรรม ไหว้หลวงพ่อซำปอกง (พระพุทธไตรรัตนนายก) พระโตริมน้ำตามตำนาน กรุงศรีอยุธยา ณ
วัดกัลยาณมิตร เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้หลวงพ่อซำปอกง โชคดีมีชัยปลอดภัยตลอดปี"
สถานที่ตั้ง แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรีลงเรือข้ามฟากที่ท่าปากคลองตลาดขึ้นท่าวัดกัลยาณมิตร
เกร็ดเสริม เที่ยวสิริมงคลไหว้พระ 9 วัด
เป็นเรื่องที่นิยมมาตลอดกับการไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเอง ทัวร์ "ไหว้พระ 9 วัด" กลายเป็น "มงคล" ยอดฮิตที่คนไทยและต่างชาติกำลังให้ความสนใจ
วัดทั้ง 9 ที่ว่ามี วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร, ศาลหลักเมือง, วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว), วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์), วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, ศาลเจ้าพ่อเสือ, วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง), วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
บางคนเคร่งครัดจัดถึงขนาดที่จะต้องไปสักการะให้ครบทั้ง 9 แห่งในวันเดียว !!! ความฮิตดังว่าทำให้การททท.หยิบ "ทัวร์มงคล" นี้ใส่ในโปรเจ็กต์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อให้หันมาสนใจท่องเที่ยวบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์กันมากขึ้น และเพื่อเป็นการดึงดูดใจเป็นทวีคูณ ททท. เหน็บเกร็ดความรู้ ความเชื่อและวิธีการสักการะแต่ละแห่งเพื่อเสริมความมงคลกันอย่างสูงสุด
วัดชนะสงคราม ต้องไปสักการะ "พระประธาน" ในพระอุโบสถ และ "สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท" ด้วย ธูป 5 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก มีความเชื่อว่า "จะมีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"
ศาลหลักเมือง ไปสักการะ "เทพารักษ์ทั้ง 5" คือ พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระกาฬไชยศรี, เจ้าพ่อเจตคุปต์, เจ้าพ่อหอกลอง เพื่อ "ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี" ไหว้ เสาหลักเมืององค์จำลอง ด้วยธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ผ้าแพร 3 สี ดอกบัว และไหว้องค์จริงด้วยพวงมาลัย
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปที่นี่ต้องไปไหว้ "พระแก้วมรกต" ด้วยธูป เทียน ดอกบัวคู่ เพื่อ "แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา"
วัดพระเชตุพนฯ ต้องไปไหว้ "พระพุทธไสยาสน์" เพื่อ "ความสงบสุขร่มเย็น" ด้วยธูป 9 ดอก เทียนแดงคู่ ทองคำเปลว 11 แผ่น
วัดสุทัศน์ฯ เพื่อ "วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่คนทั่วไป" ต้องไปสักการะ "พระศรีศากยมุนี" ด้วยธูป 3 ดอก เทียน 2 เล่ม ดอกบัวหรือพวงมาลัย
ศาลเจ้าพ่อเสือ ไปสักการะ เจ้าพ่อเสือ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม ฯลฯ เพื่อเสริม "อำนาจบารมี" ด้วยธูป 18 ดอก ปัก 6 กระถาง เทียนแดง 1 คู่ พวงมาลัย 1 พวง
วัดระฆังฯ ต้องไปสักการะ "สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โตพรหมรังสี) ด้วยธูป) 3 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 3 แผ่น หมากพลู และภาวนาด้วยคาถาชินบัญชร เพื่อ "ความนิยมชมชื่น มีชื่อเสียงโด่งดัง"
วัดอรุณฯ ต้องไปสักการะ "พระประธาน" ด้วยธูป 3 ดอก เทียนคู่ และต้องไปเดินทักษิณาวัตรรอบ "พระปรางค์" อีก 3 รอบ เพื่อ "ชีวิตรุ่งโรจน์"
วัดกัลยาณมิตรฯ ไหว้ "พระประธานหรือหลวงพ่อซำปอกง" ด้วยธูป 3 ดอก เทียนแดงคู่ เพื่อ "ความสวัสดีมีชัย เดินทางปลอดภัย"
การได้ไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนั้นไม่จำเป็นต้องไปในวันพิเศษทางศาสนาเท่านั้น หากสามารถไปนมัสการได้ทุกเมื่อ ซึ่งการไปนมัสการนี้ ไม่เพียงจะก่อให้เกิดความสบายใจเท่านั้น หากยังเป็นกุศโลบายที่สร้างความเชื่อมั่นในการพาชีวิตก้าวเดินต่อไปในอนาคต ด้วยสัญญาใจที่ให้ไว้กับตัวเอง และถ้าไม่มุ่งมั่นในโกย "มงคล" เกินไป เวลานั้นน่าจะเป็นเวลาทองที่ได้ซึมซับความสงบสุข ความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษไทยได้อีกด้วย
(เวลาเปิด-ปิด 05.30 - 19.30 น.)
คติ " ตัดเคราะห์ ต่อชะตา"
กิจกรรม สักการะหลักเมือง ไหว้พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเทพไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง ประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ ตามธรรมเนียมเพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้หลักเมือง ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี "
สถานที่ตั้ง อยู่บริเวณหัวมุมสวนหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง ถนนหลักเมือง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
2. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.30 - 16.00 น.)
คติ "แก้วแหวนเงินทองไหลมา"
กิจกรรม ไหว้พระแก้วมรกต พระพุทธรูปสำคัญในภูมิภาคเอเชีย เป็นศูนย์กลางความศรัทธาไทย - ลาว เพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้พระแก้วมรกต แก้วแหวน เงินทองไหลมาเทมาตลอดปี "
สถานที่ตั้ง อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "ร่มเย็นเป็นสุข"
กิจกรรม นมัสการพระพุทธไสยาสน์อันศักดิ์สิทธิ์ (ที่ฝ่าพระบาททั้งสองข้างประดับมุก ลวดลายภาพมงคล108 ประการ) เพื่อความเป็นสิริมงคล " ไหว้พระนอนวัดโพธิ์ อยู่ดีกินดีตลอดปี "
สถานที่ตั้ง หลังพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
4. ศาลเจ้าพ่อเสือ
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "มีอำนาจบารมี"
กิจกรรม ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ "ศาลเจ้าเก่าแก่ของลัทธิเต๋า" หนึ่งในสามมหาสถานของพระนครที่ชาวจีนต้องสักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล " เสริมอำนาจบารมี "
สถานที่ตั้ง ถนนตะนาว แขวงเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร
5. วัดสุทัศนเทพวราราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "มีวิสัยทัศน์ที่ดี"
กิจกรรม ไหว้พระองค์ประธาน (พระศรีศากยมุณี) ที่เก่าแก่ ซึ่งอดีตเคยประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวงวัด
ของกรุงสุโขทัย เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดสุทัศนฯ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป" สถานที่ตั้ง บริเวณเสาชิงช้า ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
6. วัดชนะสงคราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"
กิจกรรม ไหว้พระประธานในโบสถ์และรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ผู้นับถือ ความซื่อสัตย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดชนะสงคราม อุปสรรคร้ายพ่ายแพ้"
สถานที่ตั้ง ถนนจักรพงษ์ แขวงบางลำพู เขตพระนคร
7. วัดระฆังโฆษิตาราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "มีคนนิยมชมชื่น"
กิจกรรม สักการะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และพระประธานที่วัดระฆัง อ่านคาถาชินบัญชร เพื่อ ความ เป็นสิริมงคล " ไหว้พระวัดระฆัง มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดปี "
สถานที่ตั้ง ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย
8. วัดอรุณราชวราราม
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"
กิจกรรม ไหว้พระปรางค์วัดอรุณฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดอรุณ ชีวิตโรจน์รุ่ง ทุกวันคืน"
สถานที่ตั้ง ข้างกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่
9. วัดกัลยาณมิตร
(เวลาเปิด-ปิด 08.00 - 16.00 น.)
คติ "เดินทางปลอดภัย"
กิจกรรม ไหว้หลวงพ่อซำปอกง (พระพุทธไตรรัตนนายก) พระโตริมน้ำตามตำนาน กรุงศรีอยุธยา ณ
วัดกัลยาณมิตร เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้หลวงพ่อซำปอกง โชคดีมีชัยปลอดภัยตลอดปี"
สถานที่ตั้ง แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรีลงเรือข้ามฟากที่ท่าปากคลองตลาดขึ้นท่าวัดกัลยาณมิตร
เกร็ดเสริม เที่ยวสิริมงคลไหว้พระ 9 วัด
เป็นเรื่องที่นิยมมาตลอดกับการไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเอง ทัวร์ "ไหว้พระ 9 วัด" กลายเป็น "มงคล" ยอดฮิตที่คนไทยและต่างชาติกำลังให้ความสนใจ
วัดทั้ง 9 ที่ว่ามี วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร, ศาลหลักเมือง, วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว), วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์), วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, ศาลเจ้าพ่อเสือ, วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง), วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
บางคนเคร่งครัดจัดถึงขนาดที่จะต้องไปสักการะให้ครบทั้ง 9 แห่งในวันเดียว !!! ความฮิตดังว่าทำให้การททท.หยิบ "ทัวร์มงคล" นี้ใส่ในโปรเจ็กต์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อให้หันมาสนใจท่องเที่ยวบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์กันมากขึ้น และเพื่อเป็นการดึงดูดใจเป็นทวีคูณ ททท. เหน็บเกร็ดความรู้ ความเชื่อและวิธีการสักการะแต่ละแห่งเพื่อเสริมความมงคลกันอย่างสูงสุด
วัดชนะสงคราม ต้องไปสักการะ "พระประธาน" ในพระอุโบสถ และ "สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท" ด้วย ธูป 5 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก มีความเชื่อว่า "จะมีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"
ศาลหลักเมือง ไปสักการะ "เทพารักษ์ทั้ง 5" คือ พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระกาฬไชยศรี, เจ้าพ่อเจตคุปต์, เจ้าพ่อหอกลอง เพื่อ "ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี" ไหว้ เสาหลักเมืององค์จำลอง ด้วยธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ผ้าแพร 3 สี ดอกบัว และไหว้องค์จริงด้วยพวงมาลัย
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปที่นี่ต้องไปไหว้ "พระแก้วมรกต" ด้วยธูป เทียน ดอกบัวคู่ เพื่อ "แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา"
วัดพระเชตุพนฯ ต้องไปไหว้ "พระพุทธไสยาสน์" เพื่อ "ความสงบสุขร่มเย็น" ด้วยธูป 9 ดอก เทียนแดงคู่ ทองคำเปลว 11 แผ่น
วัดสุทัศน์ฯ เพื่อ "วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่คนทั่วไป" ต้องไปสักการะ "พระศรีศากยมุนี" ด้วยธูป 3 ดอก เทียน 2 เล่ม ดอกบัวหรือพวงมาลัย
ศาลเจ้าพ่อเสือ ไปสักการะ เจ้าพ่อเสือ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม ฯลฯ เพื่อเสริม "อำนาจบารมี" ด้วยธูป 18 ดอก ปัก 6 กระถาง เทียนแดง 1 คู่ พวงมาลัย 1 พวง
วัดระฆังฯ ต้องไปสักการะ "สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โตพรหมรังสี) ด้วยธูป) 3 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 3 แผ่น หมากพลู และภาวนาด้วยคาถาชินบัญชร เพื่อ "ความนิยมชมชื่น มีชื่อเสียงโด่งดัง"
วัดอรุณฯ ต้องไปสักการะ "พระประธาน" ด้วยธูป 3 ดอก เทียนคู่ และต้องไปเดินทักษิณาวัตรรอบ "พระปรางค์" อีก 3 รอบ เพื่อ "ชีวิตรุ่งโรจน์"
วัดกัลยาณมิตรฯ ไหว้ "พระประธานหรือหลวงพ่อซำปอกง" ด้วยธูป 3 ดอก เทียนแดงคู่ เพื่อ "ความสวัสดีมีชัย เดินทางปลอดภัย"
การได้ไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนั้นไม่จำเป็นต้องไปในวันพิเศษทางศาสนาเท่านั้น หากสามารถไปนมัสการได้ทุกเมื่อ ซึ่งการไปนมัสการนี้ ไม่เพียงจะก่อให้เกิดความสบายใจเท่านั้น หากยังเป็นกุศโลบายที่สร้างความเชื่อมั่นในการพาชีวิตก้าวเดินต่อไปในอนาคต ด้วยสัญญาใจที่ให้ไว้กับตัวเอง และถ้าไม่มุ่งมั่นในโกย "มงคล" เกินไป เวลานั้นน่าจะเป็นเวลาทองที่ได้ซึมซับความสงบสุข ความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษไทยได้อีกด้วย
วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ผู้หญิงอินเทรนด์กับธรรม
ผู้หญิงสมัยใหม่ในยุคนี้สนใจธรรมะกันมากขึ้น เนื่องด้วยหลายเหตุปัจจัยเช่น จากสภาวะความเครียด ความผิดหวัง ความเบื่อหน่ายกับชีวิต ฯลฯ หรือบางคนต้องการสร้างบุญบารมีและต้องการหาความสงบสุขให้กับตัวเอง และบางคนต้องการค้นหาความหมายของชีวิต บางคนเห็นเพื่อนไปก็อยากไปบ้าง แต่ส่วนมากแล้วมาปฏิบัติธรรมเพื่อให้ชีวิตมีแต่สิ่งดีๆเข้ามา คนส่วนมากมักคิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องไปเข้าวัด นั่งสมาธิและเดินจงกลม ซี่งจริงๆแล้ว มันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เกิดสมาธิได้ง่ายขึ้น ธรรมะนั้นก็เหมือนธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับวิธีที่ปฏิบัติ แต่จะปฏิบัติแบบไหนนั้นก็ต้องศึกษากันไปในแต่ละสถานที่ปฏิบัติธรรมนั้นๆ แต่ละที่ก็มีวิธีและรูปแบบที่ยากง่ายต่างกันไป เคยเข้าใจผิดว่าการมาปฏิบัติธรรม แค่นั่งสมาธิและเดินจงกลมเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วเคยได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่งที่เกาะสีชัง จนได้รู้และเข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมไม่จำเป็นต้องต้องเดินหรือนั่งทำเท่านั้น แต่ทุกอย่างที่เราทำคือการปฏิบัติได้ทุกขณะ และทุกกิจกรรมที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นล้างจาน เดิน นั่งนอน อาบน้ำ กินข้าว กวาดวัด รดน้ำผักสวนครัว หรือในชีวิตการทำงานของเรา ฯลฯก็ทำให้เราเกิดสมาธิได้ ถ้าเราตามกำหนดรู้เท่าทันมัน
เคยถามตัวเองมั้ยว่าเราอยากมาปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร แล้วเราจะได้อะไรจากสิ่งนี้ เราได้เรียนรู้อะไร หรือมีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ คนบางคนก็ไม่สามารถตอบได้เลย แค่รู้ว่าอยากมาปฏิบัติธรรมเท่านั้น คนที่จะมาปฏิบัติธรรมจริงๆ ต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้ จึงจะเกิดประโยชน์กับตนเองและจะได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับผู้หญิงอินเทรนดในปัจจุบัน หันหน้าเข้าวัดกันเยอะ เพราะสังคมทุกวันนี้ดูจะสับสนและวุ่นวายกันมาก ทั้งผู้คนและเทคโนโลยีก็แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน ทำให้จิตใจของคนเราเต็มไปด้วยความเครียด ความว้าวุ่น และมีผู้หญิงบางกลุ่ม ก็มักจะติดเฟส เล่นไฮ บ้าผู้ชาย ติด บีบี ดื่มสังสรรค์ไปวันๆ จนลืมผู้คนที่อยู่รอบข้างว่า เป็นคนที่มีเนื้อมีจิตใจและมีความรู้สึกเหมือนกัน และก็มักจะลืมแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว อาจจะก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมาทีหลังได้ เทคโนโลยีสมัยนี้ก็ทำให้เราคุยกับตัวเราเองน้อยลง เข้าใจตัวเราเองก็น้อยลงไปด้วย ยิ่งติดเทคโนโลยีมากก็ยิ่งเลิกยากและอาจทำให้เป็นคนที่ไร้ความรู้สึกไปเลย ส่วนผู้หญิงที่พอจะมีสติก็ปลีกตัวเองออกจากสิ่งที่วุ่นวายเหล่านั้น หันมา เข้าวัดนั่งสมาธิ ฟังธรรม หาความสงบสุขที่แท้จริงให้กับตัวเอง เป็นสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสมัยนี้ได้ทำกันอยู่แล้ว ทั้งดารา นักร้อง หรือแม้แต่คนในวงการบันเทิง ก็เริ่มสนใจเข้าวัดกันมากขึ้นเช่นกัน และไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีผู้หญิงที่ยังเป็นวัยรุ่นก็มีอยู่เยอะ แต่ก็มีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ยังหาเวลาว่างไม่ได้ มักจะอ้างเรื่องงานเป็นซะส่วนใหญ่ ซึ่งจริงๆแล้วการเข้าวัดฟังธรรม ก็ใช้เวลาไม่มากนัก ถ้าเทียบกับการไปเดินช็อปปิ้ง ดูหนัง ออนเอ็ม เล่นไฮไฟว์ หรือเฟสบุ๊ค แต่นั่นก็คือข้ออ้าง ของคนที่ไม่อยากจะเข้าวัดจริงๆ อันนี้เราก็ไม่ว่ากัน ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆ ว่ามีความสนใจทางด้านนี้มากแค่ไหน ส่วนคนที่ต้องการหาสิ่งดีๆให้กับชีวิต จะหาหนทางพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาจิต พัฒนาใจ ให้เป็นคนที่มีสติ มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ไม่ทุกข์ไม่หลงและไม่ติดกับดัก กับสิ่งที่มาทำให้มัวเมาและลุ่มหลงได้
ผู้หญิงที่ทันสมัยจริงๆ ต้องอัพเดทเรื่องธรรมตลอดเวลา เวลาที่เราเจอเรื่องที่ไม่สบายใจ หรือเป็นทุกข์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราจะสามารถที่จะรับมือกับมันได้บ้าง เหมือนเราได้เตรียมตัวเตรียมใจ และรู้อยู่แล้วว่าความทุกข์เป็นยังไง แล้วจะรับมือกับมันแบบไหน นั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงอย่างๆเราๆ ต้องฝึกกันให้มากๆ แม้ว่ามันจะยากแต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะเริ่มต้นกัน อย่าอายที่จะเข้าวัด เพราะทีเข้าผับไม่เห็นจะอายตรงไหน ฉะนั้น สิ่งที่หนีไม่พ้นก็ต้องเรื่องเกี่ยวกับธรรมะ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ธรรมก็ทันสมัยตามกระแสของโลกได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีธรรมะอยู่ในใจ มักจะเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่มากระทบ เช่นรู้ว่าสุขและทุกข์เป็นเช่นไร ควรละหรือปล่อยมันยังไงไม่ให้เราเกิดความทุกข์ใจหรือลุ่มหลงไปกับมันได้ รู้จักควบคุมอารมณ์ให้ทันความรู้สึกนึกคิดว่าเราทำอะไรคิดอะไรอยู่ แค่นี้ก็พอจะจัดการกับสิ่งที่เรากลัดกลุ้มได้ ผู้หญิงแบบนี้จะเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา มีคุณธรรม มีสติ เวลาเจอปัญหาก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาดและสุขุม ที่สำคัญจะเป็นผู้หญิงที่สวยมาจากข้างใน ใครได้อยู่ใกล้ๆ ก็มักจะอบอุ่นและทำให้ผู้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย เห็นมั้ยคะว่าผู้หญิงกับธรรมในสมัยนี้ มีดียังไง
เคยถามตัวเองมั้ยว่าเราอยากมาปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร แล้วเราจะได้อะไรจากสิ่งนี้ เราได้เรียนรู้อะไร หรือมีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ คนบางคนก็ไม่สามารถตอบได้เลย แค่รู้ว่าอยากมาปฏิบัติธรรมเท่านั้น คนที่จะมาปฏิบัติธรรมจริงๆ ต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้ จึงจะเกิดประโยชน์กับตนเองและจะได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับผู้หญิงอินเทรนดในปัจจุบัน หันหน้าเข้าวัดกันเยอะ เพราะสังคมทุกวันนี้ดูจะสับสนและวุ่นวายกันมาก ทั้งผู้คนและเทคโนโลยีก็แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน ทำให้จิตใจของคนเราเต็มไปด้วยความเครียด ความว้าวุ่น และมีผู้หญิงบางกลุ่ม ก็มักจะติดเฟส เล่นไฮ บ้าผู้ชาย ติด บีบี ดื่มสังสรรค์ไปวันๆ จนลืมผู้คนที่อยู่รอบข้างว่า เป็นคนที่มีเนื้อมีจิตใจและมีความรู้สึกเหมือนกัน และก็มักจะลืมแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว อาจจะก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมาทีหลังได้ เทคโนโลยีสมัยนี้ก็ทำให้เราคุยกับตัวเราเองน้อยลง เข้าใจตัวเราเองก็น้อยลงไปด้วย ยิ่งติดเทคโนโลยีมากก็ยิ่งเลิกยากและอาจทำให้เป็นคนที่ไร้ความรู้สึกไปเลย ส่วนผู้หญิงที่พอจะมีสติก็ปลีกตัวเองออกจากสิ่งที่วุ่นวายเหล่านั้น หันมา เข้าวัดนั่งสมาธิ ฟังธรรม หาความสงบสุขที่แท้จริงให้กับตัวเอง เป็นสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสมัยนี้ได้ทำกันอยู่แล้ว ทั้งดารา นักร้อง หรือแม้แต่คนในวงการบันเทิง ก็เริ่มสนใจเข้าวัดกันมากขึ้นเช่นกัน และไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีผู้หญิงที่ยังเป็นวัยรุ่นก็มีอยู่เยอะ แต่ก็มีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ยังหาเวลาว่างไม่ได้ มักจะอ้างเรื่องงานเป็นซะส่วนใหญ่ ซึ่งจริงๆแล้วการเข้าวัดฟังธรรม ก็ใช้เวลาไม่มากนัก ถ้าเทียบกับการไปเดินช็อปปิ้ง ดูหนัง ออนเอ็ม เล่นไฮไฟว์ หรือเฟสบุ๊ค แต่นั่นก็คือข้ออ้าง ของคนที่ไม่อยากจะเข้าวัดจริงๆ อันนี้เราก็ไม่ว่ากัน ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆ ว่ามีความสนใจทางด้านนี้มากแค่ไหน ส่วนคนที่ต้องการหาสิ่งดีๆให้กับชีวิต จะหาหนทางพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาจิต พัฒนาใจ ให้เป็นคนที่มีสติ มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ไม่ทุกข์ไม่หลงและไม่ติดกับดัก กับสิ่งที่มาทำให้มัวเมาและลุ่มหลงได้
ผู้หญิงที่ทันสมัยจริงๆ ต้องอัพเดทเรื่องธรรมตลอดเวลา เวลาที่เราเจอเรื่องที่ไม่สบายใจ หรือเป็นทุกข์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราจะสามารถที่จะรับมือกับมันได้บ้าง เหมือนเราได้เตรียมตัวเตรียมใจ และรู้อยู่แล้วว่าความทุกข์เป็นยังไง แล้วจะรับมือกับมันแบบไหน นั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงอย่างๆเราๆ ต้องฝึกกันให้มากๆ แม้ว่ามันจะยากแต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะเริ่มต้นกัน อย่าอายที่จะเข้าวัด เพราะทีเข้าผับไม่เห็นจะอายตรงไหน ฉะนั้น สิ่งที่หนีไม่พ้นก็ต้องเรื่องเกี่ยวกับธรรมะ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ธรรมก็ทันสมัยตามกระแสของโลกได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีธรรมะอยู่ในใจ มักจะเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่มากระทบ เช่นรู้ว่าสุขและทุกข์เป็นเช่นไร ควรละหรือปล่อยมันยังไงไม่ให้เราเกิดความทุกข์ใจหรือลุ่มหลงไปกับมันได้ รู้จักควบคุมอารมณ์ให้ทันความรู้สึกนึกคิดว่าเราทำอะไรคิดอะไรอยู่ แค่นี้ก็พอจะจัดการกับสิ่งที่เรากลัดกลุ้มได้ ผู้หญิงแบบนี้จะเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา มีคุณธรรม มีสติ เวลาเจอปัญหาก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาดและสุขุม ที่สำคัญจะเป็นผู้หญิงที่สวยมาจากข้างใน ใครได้อยู่ใกล้ๆ ก็มักจะอบอุ่นและทำให้ผู้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย เห็นมั้ยคะว่าผู้หญิงกับธรรมในสมัยนี้ มีดียังไง
ทำไมมีรักจึงมีทุกข์
เมื่อมีความรักเข้ามาในชีวิต ก็อยากจะให้มีแต่สิ่งที่สวยงาม อยากให้มีแต่ความอบอุ่นและความสุขอยู่ตลอดเวลา ได้ใช้เวลาที่พิเศษร่วมกันกับคนที่เรารัก ได้ห่วงหาและอาทรณ์ซึ่งกันและกัน เป็นห่วงเป็นใยในยามที่อยู่ห่างไกล และเป็นที่ปรึกษาได้ทุกเรื่องเมื่อมีปัญหา และสามารถเป็นทุกอย่างในชีวิตของเราได้ เห็นมั้ยคะว่า คนเรามีแต่ความอยากและความต้องการ อยากได้อย่างนั้น อย่างนี้ อยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างที่ต้องการ เมื่อเราได้สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว ก็จะมีความสุขมากและอยากให้มันเป็นแบบนี้ไปตลอด แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ความรักมักมีอุปสรรค์เสมอ มันจะไม่ให้เรามีแต่ความสุขอย่างเดียว เมื่อไหร่ที่เรามีความสุขความทุกข์มันจะหาจังหวะเข้ามาทันที ทำให้เราต้องผิดหวังเสียใจโดยที่เรายังไม่ทันตั้งตัว ไม่มีใครอยากให้ความรักของเราเป็นทุกข์ แต่ก็ไม่สามารถบังคับมันได้ การที่เราได้รักใครสักคนหนึ่งมันก็มีความสุขมากพออยู่แล้ว แต่พอเราได้รักกันไปนานๆ มันก็อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้น พอมีปัญหาเราก็ไม่สบายใจ แล้วก็คิดมากจนเป็นทุกข์ แต่สำหรับบางคน แค่รักกันได้ไม่นานก็เป็นทุกข์ ทั้งๆที่ก็ยังมีความสุขอยู่ แต่ความทุกข์มักจะเข้ามาเคลือบแคลงทุกขณะที่เรามีความสุข แต่ทุกข์มันเข้ามาได้ไม่นาน เพราะว่ายังมีความรักที่เข้มแข็งพอที่จะสามารถเอาชนะความทุกข์เล็กๆน้อยๆเหล่านั้นได้ เช่นปรับเปลี่ยนความเข้าใจหรือทัศนะคติใหม่ ให้เรารู้จักมองโลกในแง่ดี และก็ไม่กังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงหรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และไม่เก็บเอาเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจมาคิดมาก ไม่เอาอารมณ์หึงและหวงมาทำให้เราต้องเสียใจ ดูเหมือนกับว่าเราต้องคอยสู้รบปรบมือ อยู่กับทุกข์ตลอดไป ทุกข์มันจะมาไม่ว่าวิธีใดก็วิธีหนึ่งที่ทำให้ต้องเสียใจ ร้องไห้และหลั่งน้ำตา หรือต้องทะเลาะกับคนรัก ทั้งที่เราก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น บางครั้งแค่ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ดีผุดขึ้นมาในความคิด ก็เป็นทุกข์แล้ว ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น คงจะเป็นเพราะว่า รักมากจึงหวง และห่วงมาก จนเกิดอาการระแวงขึ้นมา ถ้าต่างคนต่างเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน หรือมีความรู้สึกน้อยใจอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง หรือบางครั้งก็ไม่มีสาเหตุเอาซะเลย นี่คงเป็นอารมณ์ที่สำคัญมากที่จะทำให้คนเราเลิกหรือทะเลาะกันก็ด้วยเหตุนี้ เป็นการจุดฉนวนทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาได้ง่าย โดยเฉพาะถ้าใครมาแย่งของๆเราอันเป็นที่รักแล้วหล่ะก็ จิตใจมันจะเร่าร้อนอยู่ไม่เป็นสุข ใจมันจะกระวนกระวาย เหมือนเอาเชื้อเพลิงมาสุมไฟให้ลุกลามมากขึ้น นั่นก็คือตัวเราทุกข์เอง บางครั้งเราก็เผาหัวใจตัวเราเองโดยไม่รู้ตัว เช่น เราคิดมากว่าจะมีใครมาแย่งคนรักของเราไป หรือระแวงว่าคนรักของเราจะแอบไปคบกับคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้น กลัวว่าคนรักของเราจะเปลี่ยนแปลงไป ไม่สนใจ การที่เราคิดแบบนี้มันเป็นทุกข์และก็เป็นการจุดไฟในหัวใจตัวเอง มันทรมานโดยที่ไม่ต้องมีใครมาทำให้เรารู้เช่นนั้น เราจะรู้สึกอึดอัดและอยากจะระเบิดความรู้สึกที่ไม่ดีนั้นออกมาอยู่เสมอ แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนความคิดความรู้สึกไปในทางที่ดีที่สวยงาม ความรักของเราก็จะสดใสและยาวนานไปกับรักที่แสนจะอบอุ่นโรแมนติก
เห็นมั้ยคะว่าทำไมเราจึงมีทุกข์เมื่อเรามีความรัก เพราะว่าเราคิดมาก คิดจนให้เกิดทุกข์ มันจึงเป็นทุกข์ และมันก็ยากด้วยที่จะขจัดความรู้สึกเช่นนั้นออกไป ถ้าเรายังอ่อนแอให้กับความรักที่มีแต่ความทุกข์อยู่แบบนี้ เราก็จะเจ็บปวดและทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันยากเหลือเกินนะ ที่ไม่ให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับใจเราได้ คงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับมันอีกเยอะจนกว่าเรารู้ทันมันและก็ไม่เอามันมาเก็บไว้ในในใจในความรู้สึก ถ้าเราคิดเช่นนั้นได้เราก็คงจะมีความสุขมากกับคนที่เรารักโดยที่เรามีปัญหาน้อยที่สุด และความทุกข์จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาให้กับหัวใจ ถ้าความรักนั้นคือการเรียนรู้ การเข้าใจ การเสียสละ การยอมรับ การเห็นใจ และการแบ่งปันสิ่งดีๆให้กัน โดยที่เราไม่คาดหวังอะไรจากมันกลับคืนมา
เห็นมั้ยคะว่าทำไมเราจึงมีทุกข์เมื่อเรามีความรัก เพราะว่าเราคิดมาก คิดจนให้เกิดทุกข์ มันจึงเป็นทุกข์ และมันก็ยากด้วยที่จะขจัดความรู้สึกเช่นนั้นออกไป ถ้าเรายังอ่อนแอให้กับความรักที่มีแต่ความทุกข์อยู่แบบนี้ เราก็จะเจ็บปวดและทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันยากเหลือเกินนะ ที่ไม่ให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับใจเราได้ คงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับมันอีกเยอะจนกว่าเรารู้ทันมันและก็ไม่เอามันมาเก็บไว้ในในใจในความรู้สึก ถ้าเราคิดเช่นนั้นได้เราก็คงจะมีความสุขมากกับคนที่เรารักโดยที่เรามีปัญหาน้อยที่สุด และความทุกข์จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาให้กับหัวใจ ถ้าความรักนั้นคือการเรียนรู้ การเข้าใจ การเสียสละ การยอมรับ การเห็นใจ และการแบ่งปันสิ่งดีๆให้กัน โดยที่เราไม่คาดหวังอะไรจากมันกลับคืนมา
วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ความทุกข์ กับ ธรรมะ
คนเรามักไม่รู้ตัวว่าความทุกข์มันจะมาเมื่อไหร่ บางทีมันก็มาแค่ไม่กี่นาที บางที ก็เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี หรือหลายปี ความทุกข์ที่พูดมา มันเป็นเพราะเราเก็บมันไว้นาน ยิ่งเราเก็บมันไว้มากทุกข์ก็มาก ถ้าเราปล่อยมันเร็วก็ทุกข์น้อยลง คนที่มีสติมักจะทุกข์น้อยกว่า เพราะเขาเหล่านั้นได้เรียนรู้แล้ว่า ทุกข์มาเดี๋ยวมันก็ไป และมันก็ยังวนเวียนอยู่แบบนี้อย่างไม่จบไม่สิ้น แค่เราไม่ตามอารมณ์ความรู้สึกนั้น เราก็สบายใจ แต่เมื่อไรที่ตามอารมณ์แห่งทุกข์นั้นก็ยากที่หลุดออกมาได้ คงต้องใช้ทั้งเวลา และสติ กว่าจะรู้สึกตัว หรือไม่ก็มีคนคอยให้สติแก่เรา ความทุกข์ก็เกิดจากหลายปัจจัยตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงตรัสไว้ ซี่งเนื้อหาตรงนี้เราจะไม่พูดถึงมาก แค่พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คงพอแล้ว อะไรที่ไม่เป็นที่พอใจหรือสมหวังในสิ่งที่เราคิด หรือการที่เราผิดหวังกับสิ่งที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล หรือสิ่งของเครื่องใช้ และก็สิ่งที่เราปรารถนาอยากจะได้มาแต่เรากับไม่ได้ ก็ดูเหมือนว่าจะทุกข์ไปซะทุกอย่าง แค่เรามีความรู้สึกโกรธ หึง หวง อิจฉา หรือแม้แต่เสียใจ ก็ทุกข์อีก เห็นมั้ยว่า ทุกข์มันมาได้ตลอดเวลา แค่เสี้ยววินาทีมันก็มาโดยที่เรายังไม่ทันได้ตั้งตัว เช่น คุยกันอยู่ดีๆ กลับต้องทะเลากัน หรือไม่ก็เข้าใจผิดกัน หรือบางคนแค่เดินผ่านกันก็เกิดอาการหมั่นไส้อีกคนขึ้นมา และบางทีเห็นหน้าเกิดความไม่ชอบ ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้สาเหตุ เห็นมั้ยคะว่า ทุกข์มันเกิดได้ตลอด และอะไรที่จะทำให้เราไม่ทุกข์ หรือทำให้ทุกข์น้อยลง นั่นก็คือ ธรรมะ
คนที่มีธรรมะอยู่ในใจก็พอที่จะรับมือกับทุกข์ได้ จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละบุคคล ปัญญาในที่นี้คือ การพิจารณาที่ไปที่มาเหตุแห่งทุกข์นั้น และก็ปล่อยวางกับทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้ศึกษาหรือได้เรียนได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ มักจะยังมองไม่ออกว่าจะไม่ให้มันทุกข์ได้อย่างไร จริงๆแล้วความทุกข์เราห้ามมันไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะทำให้มันทุกข์น้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนเราไม่ทุกข์กับมันได้เลย พอทุกข์นี้หมด ทุกข์ใหม่ก็เข้ามา ลองสังเกตุดูมันดีๆจะเห็นเลยว่า เมื่อไรที่เราไม่มีความสุข เรามีแต่อารมณ์ผิดหวัง เศร้าโศก เสียใจ คิดมาก ร้องไห้ เครียด โกรธ ฯลฯ พอความรู้สึกนี้หมดไป ความสุขก็จะเข้ามา พอสุขได้ไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวก็ทุกข์มารอจ่อคิวรอ ทันที เห็นมั้ยว่า มันแทบจะเป็นวงกลมหมือนเข็มนาฬิกาเลย ไม่รู้ว่าทุกข์มันจะรออยู่ที่ วินาทีใด นาทีใด ชั่วโมงใด ของเข็มนาฬิกาชีวิตนี้
ฉะนั้น ถ้าเรามีธรรมะสอนใจเราอยู่ตลอดเวลา เท่ากับว่าเรามีภูมิคุ้มกันทุกข์ที่จะเกิดขึ้นได้ ข้อธรรมะมีหลายอย่าง จะยกตัวอย่างที่ ง่ายแต่อาจจะไม่ง่ายที่จะทำต้องอาศัยเวลาและเรียนรู้กับมัน ทุกข์มักจะมากับความคิด และความคิดนี่แหล่ะตัวสำคัญที่ทำให้เราเกิดความทุกข์มาก ถ้าเราไม่คิดถามว่า เราจะทุกข์มั้ย ? แน่นอนว่าไม่ทุกข์ เพราะส่วนใหญ่แล้วทุกข์เกิดจากความคิด และต้องเป็นความคิดผิดด้วย ถึงจะทุกข์ได้มาก ฉะนั้น ง่ายๆ ที่เราจะทุกข์น้อยลง คือ พยายามเลิกคิด เพราะว่า ทุกข์เพราะคิด ถ้าเลิกคิดจะได้เลิกทุกข์ และอีกคำหนึ่งไม่แน่ใจว่า อ่านเจอที่ไหน ทุกข์มีไว้ปล่อย ไม่ใช่มีไว้เก็บ คำนี้โดนสุดๆ ยังไงคงต้องศึกษาเรื่องธรรมะอีกเยอะ เพราะธรรมะเป็นเรื่องที่สามารถแก้ปัญหาได้ไม่มีที่สิ้นสุด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำเอาธรรมะข้อไหน มาใช้ให้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น อยากฝากคนที่มีความทุกข์มากและหาทางออกไม่เจอว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้แล้ว ที่สามารถตอบโจทย์ปํญหาชีวิต ได้ดีเท่ากับธรรมะ และคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนาได้
คนที่มีธรรมะอยู่ในใจก็พอที่จะรับมือกับทุกข์ได้ จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละบุคคล ปัญญาในที่นี้คือ การพิจารณาที่ไปที่มาเหตุแห่งทุกข์นั้น และก็ปล่อยวางกับทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้ศึกษาหรือได้เรียนได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ มักจะยังมองไม่ออกว่าจะไม่ให้มันทุกข์ได้อย่างไร จริงๆแล้วความทุกข์เราห้ามมันไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะทำให้มันทุกข์น้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนเราไม่ทุกข์กับมันได้เลย พอทุกข์นี้หมด ทุกข์ใหม่ก็เข้ามา ลองสังเกตุดูมันดีๆจะเห็นเลยว่า เมื่อไรที่เราไม่มีความสุข เรามีแต่อารมณ์ผิดหวัง เศร้าโศก เสียใจ คิดมาก ร้องไห้ เครียด โกรธ ฯลฯ พอความรู้สึกนี้หมดไป ความสุขก็จะเข้ามา พอสุขได้ไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวก็ทุกข์มารอจ่อคิวรอ ทันที เห็นมั้ยว่า มันแทบจะเป็นวงกลมหมือนเข็มนาฬิกาเลย ไม่รู้ว่าทุกข์มันจะรออยู่ที่ วินาทีใด นาทีใด ชั่วโมงใด ของเข็มนาฬิกาชีวิตนี้ฉะนั้น ถ้าเรามีธรรมะสอนใจเราอยู่ตลอดเวลา เท่ากับว่าเรามีภูมิคุ้มกันทุกข์ที่จะเกิดขึ้นได้ ข้อธรรมะมีหลายอย่าง จะยกตัวอย่างที่ ง่ายแต่อาจจะไม่ง่ายที่จะทำต้องอาศัยเวลาและเรียนรู้กับมัน ทุกข์มักจะมากับความคิด และความคิดนี่แหล่ะตัวสำคัญที่ทำให้เราเกิดความทุกข์มาก ถ้าเราไม่คิดถามว่า เราจะทุกข์มั้ย ? แน่นอนว่าไม่ทุกข์ เพราะส่วนใหญ่แล้วทุกข์เกิดจากความคิด และต้องเป็นความคิดผิดด้วย ถึงจะทุกข์ได้มาก ฉะนั้น ง่ายๆ ที่เราจะทุกข์น้อยลง คือ พยายามเลิกคิด เพราะว่า ทุกข์เพราะคิด ถ้าเลิกคิดจะได้เลิกทุกข์ และอีกคำหนึ่งไม่แน่ใจว่า อ่านเจอที่ไหน ทุกข์มีไว้ปล่อย ไม่ใช่มีไว้เก็บ คำนี้โดนสุดๆ ยังไงคงต้องศึกษาเรื่องธรรมะอีกเยอะ เพราะธรรมะเป็นเรื่องที่สามารถแก้ปัญหาได้ไม่มีที่สิ้นสุด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำเอาธรรมะข้อไหน มาใช้ให้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น อยากฝากคนที่มีความทุกข์มากและหาทางออกไม่เจอว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้แล้ว ที่สามารถตอบโจทย์ปํญหาชีวิต ได้ดีเท่ากับธรรมะ และคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนาได้
วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ความสงบขึ้นอยู่กับจิตใจและสถานที่ / ก็เลยไปที่เสถียรธรรมสถาน ใกล้บ้าน
เมื่อเรารู้สึกมีเรื่องวุ่นวายและมีปัญหาที่ไม่สบายใจ ก็อยากจะหาสถานที่สงบๆสักที่ ที่ทำให้เรารู้สึกเงียบผ่อนคลาย หยุดคิดถึงปัญหาต่างๆที่สุ่มอยู่ในหัวสมองของเรา และบรรยากาศต้องมีความเป็นธรรมชาติ เพื่อให้เราได้เข้าถึงความสงบเงียบจริงๆ อาจจะยังไม่ถึงขั้นต้องเข้าไปนั่งอยู่ในป่า แต่ขอให้มีต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวร่มรื่น มองดูแล้วสดใสสดชื่น อิ่มเอมใจเมื่อเรามองดูอย่างมีความสุข ที่พูดมาจึงต้องยกให้เสถียรธรรมสถานเลยจริงๆ เพราะเมื่อเข้ามาข้างในแล้ว จะได้สัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติทันที แม้ว่าจะอยู่ในตัวเมืองก็ตามและข้างนอกกำแพงก็ยังมีรถลา และผู้คนที่ยังสัญจรวุ่นวายกันอยู่ แต่พอ ก้าวเท้าเข้ามาก็จะต้องตื่นตากับบรรยากาศของเสถียรธรรมสถานอย่างแน่นอน แม้บางวันจะมีคนเข้ามาเยี่ยมชมกันเยอะ แต่ความเป็นธรรมชาติเงียบสงบก็ยังคงมีอยู่ เมื่อเราทำใจของเราให้เงียบสงบ มันก็จะสงบตาม เราก็แค่นั่งหลับตาผ่อนคลาย หายใจเข้าออกตามลม หยุดคิดถึงปัญหาที่เข้ามาในชีวิต นั่งดูลมหายใจของเราไปเรื่อยๆ พอนั่งไปได้สักพัก ความสงบก็จะเกิดขึ้นกับเรา จะมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับว่าในขณะนั้นเราคิดเรื่องอะไร ถ้ายังมีเรื่องให้คิดเยอะผุดขึ้นมาในสมอง ความสงบก็จะน้อย แต่ถ้าเราพยายามที่จะหยุดคิด แน่นอนว่าความสงบที่เราจะได้มากนั่นย่อมจะเกิดกับเราอย่างมากแน่นอน ปัญหาต่างๆที่เรายังแก้ไม่ตก หรือ ยังหาทางออกไม่ได้ มันก็เริ่มจะมีทางออกมารอเราอยู่ เมื่อเราเกิดความสงบ ปัญญาก็จะเกิด อันนี้เคยเกิดขึ้นกับตัวเองมาแล้วหลายครั้ง บางครั้งเราคิดจะหาทางออก แต่มันก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำยังไงดี พอใจเราสงบ จิตเราสงบ ทางออกก็มีผุดขึ้นมาทันที คล้ายๆกับว่าปัญญาเกิดนั่นเอง นี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะ ส่วนคนอื่นจะคิดอย่างเดียวกันมั้ยนั้น ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่ถูกและแน่นอนที่สุดคือ เมื่อเรามีสมาธิ ก็จะเกิด ปัญญา ตามมา และถ้าสมาธิเรามากขึ้น สิ่งดีๆต่างก็ย่อมมีมา อันนี้คงต้องใช้เวลาในการศึกษาและปฏิบัติเองจึงจะรู้ สำหรับตัวเองคิดว่าคงต้องฝึกและปฏิบัติอีกเยอะกว่าจะถึงขั้นนั้น แต่สำหรับคนทั่วไปที่ยังไม่คิดที่จะเข้ามาศึกษาในทางนี้ ก็เอาแค่มีความสงบเงียบภายในจิตในใจไปก่อนก็คงพอแล้ว แค่นี้ก็คงยากสำหรับบางคนอยู่นะ เพราะว่าในปัจจุบันสังคมเมืองทุกวันนี้ วุ่นวาย แข่งขัน แก่งแย่ง กันต่างๆนานา ยิ่งต้องทำมาหาเลี้ยงชีพแล้วหล่ะก็ แทบจะไม่หยุดคิดที่จะหาความเงียบสงบกันเลยทีเดียว คิดอย่างเดียวว่าต้องหาเงิน มาอยู่มากิน บางครั้งเราก็ลืมไปบ้างว่าจริงๆแล้วเราต้องการความสุขแบบ เรียบง่าย ความเงียบ ความสงบบ้าง ถ้าเมื่อใดที่เราเคลียดกับงานหรือปัญหาต่างๆ อยากให้ลอง นั่งหลับตาแล้วก็หยุดคิดถึงเรื่องนั้นๆ ดู เชื่อว่านั่งไปจะเกิดความสุขและความสงบอย่างแน่นอนเลย ต้องทำอย่างจริงจังนะ ไม่ใช่นั่งหลับตาแต่ยังคิดถึงปัญหาอยู่อย่างนั้นมันก็ วนเวียนอยู่ในหัวสมองเรา จะหาทางออกก็หาไมเจอ อย่างนี้คงจะหาทางออกไม่ได้แน่เลย ถ้าอยากหาทางออก ก็ต้องทำให้เรามีความสงบนิ่ง ในจิตในใจเราก่อน แล้วเดี๋ยวเราก็จะรู้เองว่าอะไรเป็นอะไร
วันนั้นตั้งใจอยากไปที่เสถียรฯ มากเพราะว่าถ้านั่งคิดหาทางออกอยู่กับบ้านคงจะคิดไม่ออกแน่เลย จึงได้ไปที่เสถียรฯอีกครั้ง วันนั้นตรงกับวันศุกร์ ช่วงประมาณบ่ายสองผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมก็เริ่มทยอยมาลงทะเบียนเข้าพัก เราไม่ได้รู้สีกว่าจะดูวุ่นวายอะไร ก็ทำตัวตามปรกติ เพราะตั้งใจที่จะมาหามุมสงบๆ นั่งมองดูบรรยากาศธรรมชาติ พักผ่อนสมอง ที่มีแต่เรื่องมากมายให้คิดอยู่ตลอดเวลา ให้รู้สึกว่าปลดปล่อยมันออกไปบ้างก็ดี ได้ไปซื้อกาแฟสดและก็มานั่งที่เก้าอี้เล็กๆ อ่านหนังสือธรรมะได้แป็บนึงก็ได้ยินเสียงเทศน์จากแม่ชี ที่เป็นแผ่นซีดีเปิดเสียงตามสาย ท่านเทศน์ไว้ดีมากเกี่ยวกับ อาณาปาณสติ และก็เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม วิธีนั่งสมาธิ นั่งจิบกระแฟเย็นไปก็มีความรู้สึกว่า ลองหลับตาตั้งใจฟังหน่อยสิ พอฟังไปก็ชอบ เพราะเป็นเรื่องที่เราอยากรู้อยู่พอดี พอนั่งไปสักพักรู้สึกจิตก็เริ่มสงบลง นั่งไปอีกสักพัก เริ่มจะง่วง ก็เลยเริ่มใหม่ นั่งใหม่ เอาสติมาฟังคำเทศน์ใหม่ ฟังแล้วรู้สึกมีความสุขอยู่ตลอดเวลาเลย อากาศและบรรยากาศก็ดี เงียบก็เงียบ แถมร่มรื่นอีก ทำไมรู้สีกมีความสุขอย่างนี้ ก่อนจะกลับก็เลยได้ไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อขอพรให้เราเกิดปัญญา สมาธิ และก็สิ่งดีๆที่จะเข้ามาในชีวิต จากนั้นก็นั่งสมาธิต่อไปอีกประมาณ 15 นาที ในใจอยากจะนั่งให้ได้นานกว่านี้ เวลาตอนนั้นมันเย็นมากแล้ว ก็เลยต้องรีบกลับบ้าน กลัวว่าประตูจะปิด วันนี้รู้สึกมีความสุขมาก ที่ได้ใช้เวลาครึ่งวันเพื่อทำให้ใจสงบและก็เป็นการพักผ่อนไปได้ในตัว เอาไว้มีโอกาสคงไม่พลาดที่จะมาเป็นประจำ หวังว่าคงจะได้พาคนอื่นๆ และเพื่อนๆที่สนใจอยากจะมีจิตใจสงบ และต้องการพักผ่อนสมอง มาเยี่ยมชมและได้สัมผัสกับธรรมชาติที่เสถียรธรรมสถานฯในครั้งต่อไป
วันนั้นตั้งใจอยากไปที่เสถียรฯ มากเพราะว่าถ้านั่งคิดหาทางออกอยู่กับบ้านคงจะคิดไม่ออกแน่เลย จึงได้ไปที่เสถียรฯอีกครั้ง วันนั้นตรงกับวันศุกร์ ช่วงประมาณบ่ายสองผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมก็เริ่มทยอยมาลงทะเบียนเข้าพัก เราไม่ได้รู้สีกว่าจะดูวุ่นวายอะไร ก็ทำตัวตามปรกติ เพราะตั้งใจที่จะมาหามุมสงบๆ นั่งมองดูบรรยากาศธรรมชาติ พักผ่อนสมอง ที่มีแต่เรื่องมากมายให้คิดอยู่ตลอดเวลา ให้รู้สึกว่าปลดปล่อยมันออกไปบ้างก็ดี ได้ไปซื้อกาแฟสดและก็มานั่งที่เก้าอี้เล็กๆ อ่านหนังสือธรรมะได้แป็บนึงก็ได้ยินเสียงเทศน์จากแม่ชี ที่เป็นแผ่นซีดีเปิดเสียงตามสาย ท่านเทศน์ไว้ดีมากเกี่ยวกับ อาณาปาณสติ และก็เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม วิธีนั่งสมาธิ นั่งจิบกระแฟเย็นไปก็มีความรู้สึกว่า ลองหลับตาตั้งใจฟังหน่อยสิ พอฟังไปก็ชอบ เพราะเป็นเรื่องที่เราอยากรู้อยู่พอดี พอนั่งไปสักพักรู้สึกจิตก็เริ่มสงบลง นั่งไปอีกสักพัก เริ่มจะง่วง ก็เลยเริ่มใหม่ นั่งใหม่ เอาสติมาฟังคำเทศน์ใหม่ ฟังแล้วรู้สึกมีความสุขอยู่ตลอดเวลาเลย อากาศและบรรยากาศก็ดี เงียบก็เงียบ แถมร่มรื่นอีก ทำไมรู้สีกมีความสุขอย่างนี้ ก่อนจะกลับก็เลยได้ไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อขอพรให้เราเกิดปัญญา สมาธิ และก็สิ่งดีๆที่จะเข้ามาในชีวิต จากนั้นก็นั่งสมาธิต่อไปอีกประมาณ 15 นาที ในใจอยากจะนั่งให้ได้นานกว่านี้ เวลาตอนนั้นมันเย็นมากแล้ว ก็เลยต้องรีบกลับบ้าน กลัวว่าประตูจะปิด วันนี้รู้สึกมีความสุขมาก ที่ได้ใช้เวลาครึ่งวันเพื่อทำให้ใจสงบและก็เป็นการพักผ่อนไปได้ในตัว เอาไว้มีโอกาสคงไม่พลาดที่จะมาเป็นประจำ หวังว่าคงจะได้พาคนอื่นๆ และเพื่อนๆที่สนใจอยากจะมีจิตใจสงบ และต้องการพักผ่อนสมอง มาเยี่ยมชมและได้สัมผัสกับธรรมชาติที่เสถียรธรรมสถานฯในครั้งต่อไป
วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ได้ไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถาน
เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถาน ไม่คาดคิดว่าการได้เข้าไปปฎิบัติธรรมในครั้งนี้ได้อะไรหลายอย่าง ๆที่ไม่ได้คิดมาก่อน เริ่มตั้งแต่ บรรยากาศภายในเสถียรธรรมสถาน เป็นสถานที่ที่ร่มรื่นมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีป่าเล็กๆในเมือง แต่ความรู้สึกก็มักจะคิดเสมอ เหมือนอยู่ในรีสอร์ทสักแห่งในต่างจังหวัด เวลาได้เดินเข้าไปด้านในที่พักหรือทางเดินจงกลมแล้วหล่ะก็ คล้ายกับได้เข้าไปอยู่ในหนังเรื่องจูราสสิคปาร์คยังไงไม่รู้ ทุกครั้งที่เดินผ่านก็จะเก็บเกี่ยวอารมณ์สุณทรีย์ ตลอดทางเดิน ช่างเป็นบรรยากาศที่ไม่เหมือนที่ไหนมาก่อน ชอบมากและก็มีความสุขทุกที ทั่วทั้งบริเวรของเสถียรธรรมสถาน มองไปทางไหนก็ดูดี คนออกแบบ ช่าง มีจินตนาการ ที่เยี่ยมมาก ทั้งต้นไม้ สิ่งปลูกสร้างต่างๆ หาดูได้ยากนะ คิดว่า
ส่วนในเรื่องการปฏิบัติธรรม ที่นี่ก็สอนดีนะ ง่ายๆ แต่ได้ใจความ ไม่ต้องอะไรมากแค่ให้เรากำหนด ดูลมหายใจของเราแล้วอยู่กับปัจจุบัน ต้องมาเรียนรู้ด้วยตนเองและจะได้อะไรกลับไปมากกว่าที่คิดนะ ที่นี่น่าจะเหมาะกับคนที่มาปฏิบัติแบบไม่ได้เคร่งครัดอะไร เพราะที่เสถียรจะเป็นสถานที่ ที่คน เข้ามาเยี่ยมชมหรือมาทำกิจกรรมกันเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์ วันอาทิตย์ คุณแม่ชีศัลสนีย์ จะจัดรายการธรรมตอนสายๆ เป็นการพูดสนทนาธรรมะทั่วๆไป ตามสถานการณ์ เข้าไปนั่งฟังแล้วก็เพลินดี ได้ข้อคิดดีๆอีกเยอะ
ก่อนได้เข้าไปปฏิบัติธรรมที่นี่ เดิมทีคิดว่าเราจะได้อะไรกลับมาบ้าง คำตอบ เยอะมาก ขึ้นอยู่กับคนๆนั้น จะได้มากน้อยแค่ไหน ขอบอกว่ากิจกรรมที่นี่ดีจริงๆ ไหนจะโยคะสมาธิ นอนบนสนามหญ้าตอนเช้าๆ เล่นเอาเราเคลิ้มเกือบจะหลับไปเลย จริงๆ
คนที่ได้ยินได้ฟังมา ถ้าไม่ได้ไปสัมผัสให้เห็นกับตาจะไม่มีวันได้สัมผัสความรู้สึกที่แท้จริงว่าที่ไหนเป็นอย่างไร จึงขอยกตัวอย่างของที่เสถียรธรรมสถานมาเป็นตัวอย่าง หนึ่ง ว่าการที่เราจะไปปฏิบัติธรรมที่ใดก็ตาม ถ้าเราได้ยินได้ฟังมาว่าที่นั่นดี ที่นั่นไม่ดี หรือ อะไรต่างๆก็แล้วแต่ ขอให้อย่าได้เชื่อจนหมด ทุกอย่าง เราเองต้องเป็นคนไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วจะรู้ ฉันใดก็ฉันนั้นการปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ได้ยินได้ฟังมาก็เยอะ แต่ถ้าเราไม่นำมาปฏิบัติเรียนรู้ด้วยตนเอง เราก็ไม่เข้าใจมันอย่างท่องแท้ในสิ่งที่คนอื่นเค้าพูดมา ว่าสิ่งนี้ สิ่งนั้นเป็นอย่างไร สรุปง่ายๆ ทำด้วยตัวเอง แล้วก็จะรู้ด้วยตนเอง เพียงแต่สิ่งที่เราได้รู้ได้เรียนได้ฟังมา เป็นโจทย์ที่เราต้องหาคำตอบ ต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



