คนที่มีธรรมะอยู่ในใจก็พอที่จะรับมือกับทุกข์ได้ จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละบุคคล ปัญญาในที่นี้คือ การพิจารณาที่ไปที่มาเหตุแห่งทุกข์นั้น และก็ปล่อยวางกับทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้ศึกษาหรือได้เรียนได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ มักจะยังมองไม่ออกว่าจะไม่ให้มันทุกข์ได้อย่างไร จริงๆแล้วความทุกข์เราห้ามมันไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะทำให้มันทุกข์น้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนเราไม่ทุกข์กับมันได้เลย พอทุกข์นี้หมด ทุกข์ใหม่ก็เข้ามา ลองสังเกตุดูมันดีๆจะเห็นเลยว่า เมื่อไรที่เราไม่มีความสุข เรามีแต่อารมณ์ผิดหวัง เศร้าโศก เสียใจ คิดมาก ร้องไห้ เครียด โกรธ ฯลฯ พอความรู้สึกนี้หมดไป ความสุขก็จะเข้ามา พอสุขได้ไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวก็ทุกข์มารอจ่อคิวรอ ทันที เห็นมั้ยว่า มันแทบจะเป็นวงกลมหมือนเข็มนาฬิกาเลย ไม่รู้ว่าทุกข์มันจะรออยู่ที่ วินาทีใด นาทีใด ชั่วโมงใด ของเข็มนาฬิกาชีวิตนี้ฉะนั้น ถ้าเรามีธรรมะสอนใจเราอยู่ตลอดเวลา เท่ากับว่าเรามีภูมิคุ้มกันทุกข์ที่จะเกิดขึ้นได้ ข้อธรรมะมีหลายอย่าง จะยกตัวอย่างที่ ง่ายแต่อาจจะไม่ง่ายที่จะทำต้องอาศัยเวลาและเรียนรู้กับมัน ทุกข์มักจะมากับความคิด และความคิดนี่แหล่ะตัวสำคัญที่ทำให้เราเกิดความทุกข์มาก ถ้าเราไม่คิดถามว่า เราจะทุกข์มั้ย ? แน่นอนว่าไม่ทุกข์ เพราะส่วนใหญ่แล้วทุกข์เกิดจากความคิด และต้องเป็นความคิดผิดด้วย ถึงจะทุกข์ได้มาก ฉะนั้น ง่ายๆ ที่เราจะทุกข์น้อยลง คือ พยายามเลิกคิด เพราะว่า ทุกข์เพราะคิด ถ้าเลิกคิดจะได้เลิกทุกข์ และอีกคำหนึ่งไม่แน่ใจว่า อ่านเจอที่ไหน ทุกข์มีไว้ปล่อย ไม่ใช่มีไว้เก็บ คำนี้โดนสุดๆ ยังไงคงต้องศึกษาเรื่องธรรมะอีกเยอะ เพราะธรรมะเป็นเรื่องที่สามารถแก้ปัญหาได้ไม่มีที่สิ้นสุด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำเอาธรรมะข้อไหน มาใช้ให้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น อยากฝากคนที่มีความทุกข์มากและหาทางออกไม่เจอว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้แล้ว ที่สามารถตอบโจทย์ปํญหาชีวิต ได้ดีเท่ากับธรรมะ และคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนาได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น